Skip links

กลับไปยัง

การพัฒนาความยั่งยืน

การประเมินประเด็นสาระสำคัญด้านความยั่งยืน

การประเมินประเด็นด้านความยั่งยืน (Materiality Assessment) GRI 3-1

กลุ่มทีเอสเอ็ม จัดทำประเด็นด้านความยั่งยืนที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ ครอบคลุมมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ (Environmental, Social, Governance: ESG) โดยพิจารณาผลกระทบใน 2 มิติ (Double Materiality) ได้แก่ (1) ส่งผลกระทบ ต่อการเงินและความสามารถของบริษัทดำเนินธุรกิจ (Financial Materiality) และ (2) ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและ สังคม (Impact Materiality) ทั้งประเด็นที่เป็นโอกาสและความเสี่ยงของบริษัทฯ (Positive and Negative Impact) ในปัจจุบันและ คาดการณ์ในอนาคต (Actual or Potential Impact) ซึ่งประเมินจากความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ โดยมีการนำเสนอประเด็นด้านความยั่งยืนที่สำคัญต่อคณะกรรมการบริหาร เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของผลการประเมินประเด็น ด้านความยั่งยืนที่สำคัญกับบริบท เป้าหมาย และกลยุทธ์ของบริษัทฯ และนำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัท

กระบวนการประเมินประเด็นด้านความยั่งยืนที่สำคัญ (Process to Determine Material Topics)

กลุ่มทีเอสเอ็ม ได้ทำการประเมินประเด็นสาระสำคัญด้านความยั่งยืน โดยปฏิบัติตามแนวทางมาตรฐาน Global Reporting Initiative (GRI) อย่างเคร่งครัด เพื่อให้แน่ใจว่าธุรกิจของกลุ่มฯ มีการดำเนินงานโดยคำนึงถึงบริบทที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีกระบวนการประเมินประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

การทำความเข้าใจบริบท ขององค์กร

ระบุผลกระทบที่เกิดขึ้น และที่อาจเกิดขึ้น

ประเมินผลกระทบที่มี นัยสำคัญ

จัดลำดับความสำคัญของ ผลกระทบที่มีนัยสำคัญ สำหรับการรายงาน

ประเด็นสาระสำคัญด้านความยั่งยืน (Material Topics) (GRI 3-2)

จากขั้นตอนการประเมินประเด็นด้านความยั่งยืนที่สำคัญ กลุ่มทีเอสเอ็ม ได้ดำเนินการที่สอดคล้องกับมาตรฐาน GRI และหลักการ Double Materiality อย่างครบถ้วนทุกขั้นตอน โดยสามารถสรุปประเด็นด้านความยั่งยืนที่สำคัญของบริษัทฯ และผลกระทบจากการประเมิน ได้ดังนี้

การจัดการประเด็นที่สำคัญ(GRI 3-3)

การประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน(material Topics)เพื่อบ่งชี้ประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ผู้คนและสังคมตลอดจนสิทธิมนุษยชน และ ต่อบริษัท เพื่อใช้เป็นกรอบการรายงานความยั่งยืนขององค์กรและใช้กำหนดกลยุทธ์และกรอบการดำเนินงานเพื่อสร้างความยั่งยืนของกลุ่มฯต่อไป

กลุ่มทีเอสเอ็ม ดำเนินการประเมินความสำคัญด้านความยั่งยืน (Materiality Assessment) ทุกๆ 2 ปี แบบทวิสารัตถภาพ (Double Materiality) ตามแนวทาง Global Reporting Initiative (GRI) Standard 2021 เพื่อกำหนดหัวข้อสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และธรรมาภิบาล (Impact Materiality)และหัวข้อสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการเงินและความสามารถของกลุ่มฯ(Financial Materiality) รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอก กระบวนการนี้รวบรวมข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก การวิเคราะห์แนวโน้ม และการมีส่วนร่วมภายในองค์กร

เราเชื่อว่าการประเมินช่วยให้กลุ่มทีเอสเอ็มสามารถเข้าใจและจัดการความเสี่ยง โอกาส และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสอดคล้องกับความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในลักษณะที่ครอบคลุมและมีประสิทธิผล

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า

การทำความเข้าใจบริบทขององค์กร

Understand the Organization's Context

  • ศึกษาข้อมูลทั่วไปขององค์กร ได้แก่วัตถุประสงค์ (Purpose) และพันธกิจ (Mission) วิสัยทัศน์ (Vision) และค่านิยมองค์กร (Core Values) ตลอดจนประเภทธุรกิจ ผลิตภัณฑ์และบริการ โครงสร้างองค์กร ที่ตั้งสำนักงาน และพื้นที่ปฏิบัติงาน เพื่อสร้างความเข้าใจในลักษณะการดำเนินงานและขอบเขตความรับผิดชอบขององค์กรได้อย่างครบถ้วน
  • ทบทวนห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การจำหน่าย ไปจนถึงการให้บริการหลังการขาย เพื่อประเมินขอบเขตของผลกระทบและโอกาสในการสร้างคุณค่าอย่างรอบด้าน
  • วิเคราะห์ปัจจัยภายนอก (External Factors) ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงศึกษากฎหมาย ข้อกำหนด และมาตรฐานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด รวมถึงแนวโน้มสำคัญในระดับโลก ความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินโอกาสและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
  • วิเคราะห์ปัจจัยภายใน (Internal Factors) ทบทวนกลยุทธ์การดำเนินงานในระยะสั้นและระยะยาว การประเมินความเสี่ยงและโอกาสที่สำคัญทางธุรกิจ บุคลากร เทคโนโลยี และงบประมาณ เพื่อประเมินศักยภาพขององค์กรในการบริหารจัดการผลกระทบ และขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างมีประสิทธิผล
  • ระบุผู้มีส่วนได้เสียหลัก (Stakeholders Identification) ซึ่งครอบคลุมพนักงาน ชาวไร่ ลูกค้า คู่ค้า นักลงทุน หน่วยงานภาครัฐ ชุมชนท้องถิ่น และพันธมิตรทางธุรกิจ พร้อมทั้งวิเคราะห์ลักษณะความสัมพันธ์ ระดับความคาดหวัง และอิทธิพลของแต่ละกลุ่ม เพื่อให้การดำเนินงานด้านความยั่งยืนสอดคล้องกับความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียอย่างแท้จริง

ระบุผลกระทบที่เกิดขึ้นและที่อาจเกิดขึ้น

Identify Actual and Potential Impacts

องค์กรให้ความสำคัญกับการระบุผลกระทบที่เกิดจากการดำเนินงานทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าขององค์กร ทั้งในกิจกรรมที่ดำเนินการโดยตรงและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ  ในการดำเนินการ องค์กรได้รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อประเมินทั้ง ผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว (Actual Impacts) และ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต (Potential Impacts) โดยพิจารณาครอบคลุมทั้งผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงสิทธิมนุษยชน ในทุกช่วงของห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่กระบวนการจัดหาวัตถุดิบอ้อย ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก การผลิต การขนส่ง การจำหน่าย ไปจนถึงการใช้ผลิตภัณฑ์และการจัดการของเสียหลังการใช้งาน

องค์กรได้คัดเลือกผู้มีส่วนได้เสียที่มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของทีเอสเอ็มเพื่อรับฟังมุมมอง ข้อคิดเห็น ข้อห่วงกังวลต่อประเด็นที่อาจส่งผลกระทบและความคาดหวังที่มีต่อธุรกิจ ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอกองค์กร สัมภาษณ์ พนักงาน และผู้มีส่วนได้เสียหลัก เพื่อบ่งชี้ ประเด็นความยั่งยืนที่อยู่ในความสนใจ หรือเป็นปัญหาหรือ ความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย

การดำเนินการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อพิจารณาผลกระทบ 2 มิติ ดังนี้

  1. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Impact on Environmental and Social) พิจารณาข้อมูลจากกระบวนการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย ด้วยรูปแบบการสัมภาษณ์เชิงลึก
  2. ผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ (Impact on Business) ในมุมด้านการเงินและไม่ใช่การเงิน (Financial and Non-Financial Impact) พิจารณาข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารขององค์กร

ประเมินผลกระทบที่มี นัยสำคัญ

Assess the Significant of the Impacts

ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอกองค์กรถูกนำมาประเมินความสำคัญของผลกระทบภายนอกจากการดำเนินธุรกิจที่มีต่อผู้มีส่วนได้เสีย สังคม และสิ่งแวดล้อม(Outward Impact) และผลกระทบที่มีต่อธุรกิจ (Inward Impact) ทั้งด้านการเงินและความสามารถในการสร้างคุณค่าของธุรกิจในอนาคต โดยใช้ตาราง Materiality Matrix ซึ่งแกนตั้ง (แกน Y) พิจารณาในมิติความรุนแรงของผลกระทบ (Severity) ที่ครอบคลุมขนาด (Scale) ขอบเขต (Scope) และการฟื้นฟูเยียวยาให้กลับคืนสู่สภาพปกติ (Irremediable) และ แกนนอน (แกน X) พิจารณาในมิติโอกาสของการเกิดผลกระทบ (Likelihood) และประเด็นต่างๆ  ผลกระทบที่มีความรุนแรงสูงและ/หรือมีความน่าจะเป็นสูงจะได้รับการจัดลำดับให้เป็น “ประเด็นสำคัญ” (Material Topics) ที่องค์กรต้องให้ความสำคัญในการกำหนดกลยุทธ์การดำเนินงาน การบริหารความเสี่ยง และการเปิดเผยข้อมูลตามแนวทางมาตรฐานสากล

จัดลำดับความสำคัญของ ผลกระทบที่มีนัยสำคัญ สำหรับการรายงาน

Prioritize the Most Significant Impacts for Reporting

  • บริษัททำการทวนสอบประเด็นด้านความยั่งยืนกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลก และความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงขององค์กร โดยทบทวนประเด็นด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม จากนั้นรวมคะแนนผลกระทบที่ได้จากการทวนสอบความคิดเห็น เข้ากับคะแนนผลกระทบขององค์กรที่ได้จากผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายใน และภายนอกองค์กร
  • บูรณาการผลการประเมินระดับผลกระทบในแต่ละประเด็นความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม และสังคม (Impact on Environmental and Social) และผลการประเมินระดับผลกระทบในแต่ละประเด็นด้านความยั่งยืนต่อองค์กร(Impact on Business) จัดลำดับความสำคัญของผลกระทบ และคัดเลือกประเด็นด้านความยั่งยืนที่สำคัญที่มีระดับผลกระทบสูงมากใน 2 มิติ ทั้งมิติผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม และมิติผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เพื่อเป็นประเด็นด้านความยั่งยืนที่สำคัญสูงสุด (Significant Material Topics)
  • พิจารณาแนวทางการบริหารจัดการแต่ละประเด็น ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่กำหนดทิศทาง กลยุทธ์ และแนวทางการพัฒนาธุรกิจให้สอดคล้องกับบริบทขององค์กรและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตได้อย่างยั่งยืน
  • นำเสนอประเด็นด้านความยั่งยืนที่สำคัญ ต่อคณะกรรมการบริษัท เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของผลการประเมินกับบริบท เป้าหมาย และกลยุทธ์ขององค์กรและนำเสนอต่อคณะบริหาร เพื่อพิจารณาเห็นชอบในการเปิดเผยข้อมูลในมิติต่างๆ